ส่วนงานที่แผนกในช่วง วันที่ 6 -7 นี้ พี่หนึ่งให้ผมแก้ severity External Alarm ของ ภาคอีสาน ( บ้านเฮา ) หลังจากเสร็จจากภาคเหนือมาที่ใช้เวลาร่วมสองอาทิตย์ในการแก้ไข แต่คราวนี้ของภาคอีสานจะเร็วขึ้น คาดว่าไม่เกิน 3-4 วัน วันศุกร์นี้ก็คงเสร็จ ตอนนี้ ชำนาญ เปลี่ยนทีละเยอะๆ และเปลี่ยนวิธีการจดข้อมูล ทำให้เร็วขึ้นมาก และหลังจากเสร็จงานนี้ ผมจะได้ไปฝึกเกี่ยวกับระบบ transmission ร่วมกับพี่ๆที่อยู่ชั้น 10 ซึ่งผมก็พอที่จะรู้จักชื่อพี่ๆบางคน เช่น พี่หลอ (ลาดกระบัง โทรคม รุ่น 36 ครับ ) น่าสนุกมากเลยที่เดียว อยากจะรู้เรื่องนี้ลึกๆอยู่แล้ว
ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆของผมตอนนี้ได้ทำเกี่ยวกับระบบ generator โดยเช็คว่าแต่ละภาค เครื่องgenerator ตามชุมสายใช้ได้ปกติหรือไม่ ( รายละเอียดในการตรวจสอบ ผมไม่ค่อยรู้เท่าไร เพราะไม่ได้เข้าไปฟังพี่ดิว พี่ที่อยู่ในห้อง SYS ตู้ปลา เป็นคนสอน ถ้าอยากรู้ไปติดตามจาก http://ning-nong.blogspot.com คู่บัดดี้ผมน่าจะเขียนไว้ )
ส่วนในวันที่ 8 พฤษภาคม พวกผมได้มีโอกาศเรียน ระบบดาวเทียม เนื่องมาจากพี่ๆ จากชั้น 11 มาปรับจานดาวเทียมที่ตั้งอยู่บนระเบียงด่านฟ้าชั้น 9 ให้มุมรับส่งของจานตรงกับดาวเทียม เพื่อที่จะดั้บและส่งสัญญาณที่มีpower สูงสุด โดยมี พี่โหน่ง ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านดาวเทียมกับงานเกี่ยวกับรถ mobile satellite และพี่เอ็กซ์ ที่ทำงานเป็น maintenance ตระเวณไปชุมสายทั่วกรุงเทพฯ คอยควบคุมการปรับจูนตัวดาวเทียม ( ในตอนที่พวกพี่เค้าปรับองศาของดาวเทียมตอนแรกๆผมไม่ได้ไปดูด้วย พวกพี่ๆเค้าทำเสร็จถึงได้ออกไปดูครับ เลยไม่รู้ว่า พี่เค้าทำอะไรกันบ้าง น่าเสียดายๆ )
พี่โหน่งสอนเกี่ยวกับระบบการส่งสัญญาณดาวเทียมแบบคร่าวๆ ดาวเทียม ส่งสัญญาณในย่าน c band เนื่องจากข้อดีในการส่งสัญญาณผ่านย่านความถี่นี้จะได้รับผลกระทบเมื่อส่งสัญญาณดาวเทียมผ่านชั้นบรรยากาศตอนที่ฝนตก noise จากฝน จะเกิดน้อยมากประมาณ 3 dB (จากที่เคยรู้มาเป็นเพราะว่า ความยาวคลื่นของย่าน c band นี้ยังมากกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางของเม็ดฝนทำให้ คลื่นสามารถอ้อมผ่านเม็ดฝนได้ ส่งผลให้ lossเกิดน้อยกว่า การส่งสัญญาณด้วยความถี่ที่สูงกว่าย่าน c band ) การที่เราจำเป็นต้องใช้การส่งข้อมูลผ่านระบบดาวเทียม เนื่องจากบางที่ ใช้ microwave ไม่ได้เพราะเนื่องจากระยะยิงสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางที่โค้งลงเกิน 60 กิโลเมตร
เราส่งสัญญาณและข้อมูลผ่านขึ้นไปบนดาวเทียม ด้วยความถี่ uplink 6 GHz และส่งสัญญาณจากดาวเทียมด้วยความถี่ downlink 4 GHz ซึ่งทั้งสองความถี่นี้อยู่ในย่าน c band ทั้งสิ้น เหตุผลที่ใช้ความถี่ uplink มากกว่า downlink เนื่องมาจาก
- ที่ความถี่ uplink จะมีสัญญาณรบกวน ( noise ) สูงกว่า ความถี่ downlink ( ยิ่งความถี่สูง noise ยิ่งเยอะ ) การจัดการกับพารามิเตอร์ที่จะช่วยลด noise บนสถานีส่งภาคพื้นดินจึงเหมาะสมกว่า
- Power ที่ใช้ส่งจากภาคพื้นดิน ต้องใช้ power มาก เนื่องจากผลกระทบจากสัญญาณรบกวน คือ ส่งกำลังสูงๆเพื่อที่ฝั่งรับบนดาวเทียมสามารถรับสัญญาณที่มีกำลังพอที่จะแยกข้อมูลออกจากสัญญาณรบกวนได้
- เนื่องมาจากความเหมาะสมจากแหล่งจ่าย เพราะว่า ที่สถานีภาคพื้นดินสามารถใช้แหล่งจ่ายจากการไฟฟ้าซึ่งสามารถจ่ายไฟฟ้าที่มีกำลังสูง ดีกว่าบนดาวเทียมที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งจ่าย จึงให้สถานีภาคพื้นดินใช้ความถี่ที่สูงกว่าด้านดาวเทียม
เอไอเอสได้เช่าช่องสัญญาณในการส่งข้อมูลกับดาวเทียมไทยคม ซึ่งใช้ช่องสัญญาณที่ 9 จาก 12 ช่องสัญญาณ โดยแต่ละช่องสัญญาณของดาวเทียมไทยคมมี bandwidth เท่ากับ 36Mbps
ส่วนในการนำระบบดาวเทียมไปใช้งาน เราใช้ดาวเทียมเป็นเหมือน transmittion ตัวหนึ่ง แต่เป็นการส่งข้อมูลผ่านทางคลื่นวิทยุแทนที่จะเป็นสายออฟติกไฟเบอร์หรือสายโคแอคเชียล เหมาะสำหรับสถานที่ไม่สะดวกในการส่งข้อมูลโดยใช้สาย เช่น ตามเกาะต่างๆ เราไม่สามารถที่ลากสายออฟติกข้ามทะเลเป็นหลายๆสิบกิโลเมตร ชุมสายที่ตั้งตามเกาะต่างๆเช่นเกาะช้าง เกาะพะงัน ฯลฯ ต่างก็ต้องใช้ระบบดาวเทียมเป็นช่องนำสัญญาณแทนสายออฟติกทั้งสิ้น นอกจากนี้ระบบดาวเทียมยังนำไปใช้ในกระทรวงต่างๆเช่น กระทรงกลาโหม ซึ่งใช้ดาวเทียมในการติดต่อสื่อสารทางทหาร
ในส่วนของเอไอเอสจะมีรถที่ให้บริการเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่เรียกว่า รถ mobile satellite ซึ่งจะมีหน้าที่หลักในการตามเสด็จเมื่อพระองค์ทรงไปประพาสตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งต้องดูแลส่วนของระบบสัญญาณโทรศัพท์มือถือของพระองค์ให้ดี แบบสามารถติดต่อได้ตลอดเวลาที่ต้องการ เพราะไม่ต้องไปใช้ช่องสัญญาณมือถือร่วมกับใคร นับว่าเป็นงานที่สำคัญมากเพราะถ้าเกิดเหตุร้ายใดๆขึ้น ระบบสื่อสารจำเป็นต้องใช้ได้ตลอดเวลา เพื่อการแก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที งานรองของรถ mobile satellite คือการไปเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือในงานต่างๆ เช่น ในงานวันรับปริญญา ใครที่เคยไปงานนี้จะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราจะโทรหา เพื่อนๆที่นัดกันหรือพี่ที่มางานรับปริญญานี้ช่างยากเย็นซะเหลือเกิน เนื่องจากช่องสัญญาณในบริเวณนั้นมีไม่เพียงพอสำหรับความต้องการใช้งาน รถ mobile satellitคันนี้แหละ จะไปตั้งอยู่แถวบริเวณงานนั้นและเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์ได้ประมาณ 100 กว่าช่องสัญญาณต่อหนึ่งคัน
เอไอเอสมีรถแบบนี้อยู่ 6-7 คัน ช่วงแรกๆจะนำเข้าจากต่างประเทศ คันแรกที่นำเข้ามาราคาก็ประมาณ 30 ล้านกว่าๆ แต่ช่วงหลังๆจะสั่งกระกอบเอง ราคาลดลงมานิดหน่อยประมาณ 25 ล้านบาท ขนาดของตัวรถนี่ก็ใหญ่ประมานเท่ากับรถขนส่งที่มีตู้คอนเทนเนอร์เล็กๆ ภายในมีอุปกรณ์เช่น ตัวตู้ชุมสาย และระบบดาวเทียม และ generator ที่คอยเป็นแหล่งจ่ายไฟกระแสตรงให้แก่อุปกรณ์ภายในรถ ซึ่งด้านบนของรถจะมีจานดาวเทียมที่สามารถพับเก็บได้ ซึ่งมีอุปกรณ์ภายในรถที่ควบคุมให้จานดาวเทียมหมุนค้นหาดาวเทียมด้วยระบบGPS เมื่อเวลาใช้งาน เจ๋งโครต!!!!
พี่โหน่งและพี่…. (ของโทษค้าบบ ลืมชื่อ) ได้เล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการไปทำงานบนรถ mobile satellite คันนี้ พี่ๆเค้าเคยตามเสด็จไปนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะขึ้นภู ขึ้นเหนือ หรือลงใต้ ในงานเทศกาลต่างๆ ที่เป็นงานประจำปีแต่ละจังหวัด เช่นงานแห่เทียนที่จังหวัดอุบลราชธานี( บ้านผมเอง) พี่เค้าก็ไปมาแล้ว เรียกได้ว่า ไปเที่ยวทั่วไทยที่มีงานเทศกาล เที่ยวไป ทำงานไป น่าสนุกมากครับ ( แต่ก็ห่างจากครอบครัว งานของคนโสดเลยละเนี่ย )
เมื่อครั้งเหตุการณ์ ซึนามิ รถคันนี้ได้ไปช่วยเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการติดต่อสื่อสารในที่กิดเหตุนั้นแทบจะเรียกได้ว่าถูกตัดขาดโลกภายนอกก็ว่าได้ พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า ศพนี่ตายเกลื่อน พวกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ก็ช่วยกันเก็บศพ มาเรียงไว้ข้างๆรถนี่แหละ ( เหอะๆๆ น่ากลัวนะ ) ฝรั่งบางคน ที่เสียคนในครอบครัวระหว่างมาเที่ยวในแถบที่เกิดซึนามินี้ บางคนนี่ร้องให้มาเลย บอกขอใช้โทรศัพท์ที่รถหน่อย พวกพี่เค้าก็ให้โทรฟรีเลยครับ ผมฟังเนี่ยซึ้งเลย นี่แหละน้ำใจคนไทย นับว่าเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยาก ช่วยเหลือสังคมในเวลาวิกฤติที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
รถนี้ปั่นไฟได้ 4 วัน เต็มถัง
โม้มานาน ต่อไปจะพูดถึงเรื่องกระบวนการในการใช้ดาวเทียมในการส่งข้อมูลว่ามีขั้นตอนอย่างไรแบบคร่าวๆ

อธิบายจากรูปเลยนะครับ ทางด้านฝั่งส่ง สมมุติเลยแล้วกันว่า ฝั่งส่งจะมี modem เป็นตัวแปลงข้อมูล จากอุปกรณ์ภายนอกให้เป็นสัญญาณที่เหมาะแก่การส่งในระบบดาวเทียม เช่น อาจจะแปลงข้อมูลที่มาจากตู้ชุมสายผ่านสาย E1 มา ( 2Mbps) เป็นข้อมูลที่เหมาะกับการส่งขึ้นไปบนดาวเทียมที่มีความถี่ 70 MHz แล้วส่งไปยังเครื่อง IF convertor เพื่อยกข้อมูลที่ได้รับจาก modem ไปอยู่ที่ความถี่ uplink คือ ประมาณ 6 GHz แล้วนำสัญญาณที่ได้ไปผ่าน วงจรขยาย IF amplifier เพื่อเพิ่มกำลังส่ง แล้วส่งสัญญาณนี้ผ่านท่อwaveguide ไปยังจานดาวเทียมเพื่อส่งสัญญาณไปยังดาวเทียม แล้วจะทำการส่งสัญญาณกลับไปยังสถานีฐานด้วยความถี่ 4 GHz เมื่อสัญญาณถึงสถานีฐาน จะผ่าน LNA : low noise amplifier เพื่อลดสัญญาณรบกวนและเพิ่มกำลังสัญญาณที่รับได้ แล้วผ่าน IF amplifier ผ่าน IF convertor เพื่อยกข้อมูลกลับมาที่ความถี่ 70MHz แล้วส่งต่อไปยัง modem เพื่อดึงสัญญาณรูปแบบเดิมตั้งแต่แรก

เพื่อนๆในแผนก NOC เข้าไปดูภายในรถ mobile car


เครื่องรับส่งสัญญาณดาวเทียมในห้องชุมสาย มี เม่ย เป็น พรีเซนเตอร์








ชมภาพตัวอย่างไปก่อนนะครับ เนื้อเรื่องกำลังมา


























