2 พฤษภาคม 2551 : OSI Model and C7

วันนี้ ตั้งใจจะเคลียร์ งานเก่า งานค้าง คือ การเขียน blog ส่ง นั่นเอง ( ว่างจริงๆ ช่วงนี้ ) เช้าๆ พี่ฟริ้นสอนเกี่ยวกับ การดู alarm ของอุปกรณ์ Huewei โดยสอน พี่เจ๋งด้วย ทำให้ผมได้รู้ว่า เข้าใจผิดเกี่ยวกับ centralized fault มาตลอด ขั้นตอนการจัดการ Alarm เริ่มตั้งแต่

1.เมื่ออุปกรณ์ เกิดมีปัญหาขึ้น จะส่ง Alarm มาที่ CFMS ซึ่งจะบอกได้แค่ว่า อุกปกรณ์ ตัวใหนเสีย ของ ยี่ห้ออะไรเท่านั้น ไม่ได้บอกสาเหตว่าเสียเนื่องจากอะไร

2.เมื่อเหล่า surveillance ได้ รับ Alarm แล้ว จะเปิด โปรแกรม ที่ใช้จัดการกับอุปกรณ์ที่เกิดปัญหา เพื่อดูว่าปัญหาเกิดจากสาเหตุอะไร โดยใช้คำสั่ง remote command ต่างๆเพื่อแก้ปัญหาไปก่อน

3.ถ้าแก้ปัญหาด้วย remote command ไม่ได้ จะออกใบ Job โดย TTS สั่งให้ Field maintenance ไปจัดการปัญหา หน้า site งาน ต่อไป

ได้การบ้านมา ข้อ สองข้อครับ เกี่ยวกับ OSI model และ C7

ให้ดูรูปก่อนเลย เทียบกันระหว่าง 2 model นี้



มาดู OSI Model กันก่อนครับ มันคืออะไร และแต่ละชั้นทำอะไรกันบ้าง



OSI (Open System Interconnection Reference Model) เป็นแบบจำลองสำหรับอ้างอิงของระบบเครือข่าย โดยจะบรรยายถึงโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเครือข่ายในอุดมคติ เป็นระบบเครือข่ายแบบเปิด และอุปกรณ์ทางเครือข่ายจะสามารถติดต่อกันได้โดยไม่ขึ้นกับว่าเป็นอุปกรณ์ของผู้ขายรายใด จากรูปมีอยู่ 7 layer

Layer7 : Application Layer

- เป็นชั้นที่อยู่บนสุดของการรับส่งข้อมูล ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้ โดยจะรับคำสั่งต่างๆจากผู้ใช้ส่งให้คอมพิวเตอร์แปลความหมายและทำงานตามคำสั่งที่ได้รับในระดับโปรแกรมประยุกต์ เช่นแปลความหมายของการกดปุ่มเมาส์ให้เป็นคำสั่งในการก็อปปี้ไฟล์ หรือดึงข้อมุลมาแสดงผล ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ Web Browser, HTTP, FTP, WWW

Layer6 : Presentation Layer


- เป็นชั้นที่ทำหน้าที่ตกลงกับคอมพิวเตอร์อีกด้านหนึ่งในการรับส่งข้อมูลในระดับโปรแกรมประยุกต์จะมีขั้นตอนและข้อบังคับอย่างไร จุดประสงค์หลักของ Layer นี้คือ กำหนดรูปแบบของการสื่อสาร ตัวอย่างของ protocolในชั้นนี้คือ JPEG , MPEG

Layer5 : Session Layer

- ควบคุมการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทางแบบ End to End และคอยควบคุมช่องทางการสื่อสารในกรณีที่มีหลายๆ โปรเซสต้องการรับส่งข้อมูลพร้อมๆกันบนเครื่องเดียวกัน (ทำงานคล้ายๆเป็นหน้าต่างคอยสลับเปิดให้ข้อมูลเข้าออกตามหมายเลขช่อง(port)ที่กำหนด)

- ยังให้อินเตอร์เฟซสำหรับ Application Layer ด้านบนในการควบคุมขั้นตอนการทำงานของ protocol ในระดับ transport/network เช่น windows socket ใน windows ซึ่งได้ให้ Application Programming Interface (API) แก่ผู้พัฒนาซอฟแวร์ในระดับบนสำหรับการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการทำงานของ protocol TCP/IP ในระดับล่าง

- ทำหน้าที่ควบคุม syncronization และกำหนดวิธีที่ใช้รับส่งข้อมูล เช่น อาจจะเป็นในลักษณะสลับกันส่ง (Half Duplex) หรือรับส่งไปพร้อมกันทั้ง2ด้าน (Full Duplex)

- ข้อมูลที่รับส่งกันใน Layer5 นี้จะอยู่ในรูปของ dialog หรือประโยคข้อมูลที่สนทนาโต้ตอบกันระหว่างต้านรับและด้านที่ส่งข้อมูล ไม่ได้มองเป็นคำสั่งอย่างใน Layer6 คล้ายกับเป็นการสนทนาตอบโต้กันระหว่างผู้รับกับผู้ส่งนั่นเอง ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ SQL, Windows socket , NFS

Layer4 : Transport Layer

- การแบ่งข้อมูลใน Layer บนให้พอเหมาะกับการจัดส่งไปใน Layer ล่าง ซึ่งการแบ่งข้อมูลนี้เรียกว่า Segmentation หน่วยของข้อมูลที่ถูกแบ่งแล้วนี้เรียกว่า Segment

- ทำหน้าที่ประกอบรวมข้อมูลต่างๆที่ได้รับมาจาก Layer ล่าง และให้บริการ

- ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นระหว่างการส่ง(error recovery) ทำหน้าที่ยืนยันว่าข้อมูลได้ถูกส่งไปถึงยังเครื่องปลายทางและได้รับข้อมูลถูกต้องเรียบร้อยแล้ว
ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ TCP,UDP

Layer3 : Network Layer

- มีหน้าที่หลักในการส่ง packet จากเครื่องต้นทางให้ไปถีงปลายทาง กำหนดให้มีการตั้ง logical address ขึ้นมาเพื่อใช้ระบุตัวตน ตัวอย่างของ protocol นี้เช่น IP และ logical address

- protocol ที่ทำงานใน layer นี้จะไม่ทราบว่าpacketจริงๆแล้วไปถึงเครื่องปลายทางหรือไม่ หน้าที่ยืนยันว่าข้อมูลได้ไปถึงปลายทางจริงๆแล้วคือหน้าที่ของ Transport Layer นั่นเอง

Layer2 : Data Link Layer

- รับผิดชอบในการส่งข้อมูลบน network แต่ละประเภทเช่น Ethernet ,Token ring, FDDI , หรือบน WAN ต่างๆ

- ดูแลเรื่องการห่อหุ้มข้อมูลจาก layer บนเช่น packet ไว้ภายใน Frame จะมีการระบุหมายเลข address ของเครื่อง/อุปกรณ์ต้นทางกับเครื่อง/อุปกรณ์ปลาทางด้วย hardware address ที่เรียกว่า MAC Address

MAC Address เป็น address ที่ฝังมากับอุปกรณ์นั้นเลยไม่สามารถเปลี่ยนเองได้ MAC Address เป็นตัวเลขขนาด 6 byte, 3 byte แรกจะได้รับการจัดสรรโดยองค์กรกลาง IEEE ให้กับผู้ผลิตแต่ละราย ส่วนตัวเลข 3 byte หลังทางผู้ผลิตจะเป็นผู้กำหนดเอง หน่วยของ layer นี้คือ Frame ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ Ethernet, Token Ring ,IEEE 802.3/202.2,Frame Relay, FDDI, HDLC, ATM เป็นต้น

Layer1 : Physical Layer

- ข้อกำหนดมาตรฐานคุณสมบัติทางกายภาพของฮาร์ดแวร์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้ง2ระบบ สัญญาณทางไฟฟ้าและการเชื่อมต่อต่างๆของสายเคเบิล,Connectorต่างๆ การรับส่งจะเป็นในรูป 0 หรือ 1 หน่วยของ layer นี้คือ bits ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ CAT5,CAT6,RJ-45,EIA/TIA-232,V.35cable เป็นต้น

ส่วนรายละเอียดของ C7 มีดังนี้



C7 หรือ Common Channel Signaling Systems no.7

เป็นมาตรฐานการส่งข้อมูลสัญญาณดิจิตอลบนระบบ PSTN : public switched telephone network เพื่อทำการเชื่อมต่อโทรศัพท์ทั้งแบบ wirelessและ wireline ในการทำ call setup, routing และ control ซึ่ง c7 ถูกกำหนดมาตรฐานขั้นตอนกระบวนการและโปรโตคอลที่ใช้ในการติดต่อโดย International Telecommunication Union (ITU) หน้าที่หลักๆของ c7 มีดังนี้

• เป็นพื้นฐานของการเริ่มต้นการเชื่อมต่อ การจัดการให้คงสถานะการเชื่อมต่อ และการยกเลิกการเชื่อมต่อ
• จัดการเรื่องการบริการไร้สาย เช่นระบบ PCS : personal communications services , ระบบ roaming การทำ mobile subscriber authentication
• จัดการเรื่อง LNP : local number portability
• จัดการเรื่อง toll-free (800/888) และ toll (900) ของบริการแบบ wireline
• ปรับปรุงบริการเสริมเช่น call forwarding, calling party name/number displayและ three-way calling
• จัดการเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร


MTP : Message Transfer Part
แบ่งออกเป็น 3 ชั้น

MTP Level 1 เท่ากับชั้น OSI Physical Layer.ดดยกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อเชิงกายภาพรวมทั้งกำหนดสัญญาณ digital signaling link รวมถึงกำหนดมาตรฐานความเร็วในการเชื่อมต่อแบบต่างๆเช่น E-1 (2048 kb/s; 32 64 kb/s channels), DS-1 (1544 kb/s; 24 64kb/s channels), V.35 (64 kb/s), DS-0 (64 kb/s), and DS-0A (56 kb/s).

MTP Level 2 เป็นชั้นที่เช็คความถูกต้องในการส่งข้อมูลแบบ end-to-end ข้ามระหว่าง signaling link. Level 2 จะดูแลไปถึงเรื่อง flow control, message sequence validation, and error checking. เมื่อเกิดความผิดพลาดบน signaling linkขึ้น message (หรือกลุ่มของ messages) จะถูกส่งใหม่อีกรอบทันที. MTP Level 2 is คล้ายกับ OSI Data Link Layer

MTP Level 3 จัดการสร้างเส้นทางเพื่อการส่ง message ระหว่าง signaling points ใน SS7 network. MTP Level 3 จะสร้างเส้นทางเชื่อมต่อใหม่อีกครั้งเมื่อเกิดปัญหาในการเชื่อมต่อระหว่าง signaling points เกิดล้มเหลวหรือเกิดการแออัดของข้อมูลมากเกินไปMTP Level 3 เหมือนกับ OSI Network Layer

ISUP : ISDN User Part

- กำหนด protocol ที่ใช้ในการ set-up, manage และ release trunk circuits ให้ขนส่งข้อมูลและเสียงระหว่างจุดสิ้นสุดการแลกเปลี่ยนข้อมูล (เช่น ระหว่าง คนโทรหาและคนรับสายโทรศัพท์ ) ISUP ใช้การเชื่อมต่อทั้งแบบ ISDN และ non-ISDN อย่างไรก็ตาม การเรียกใช้การโทรและการสิ้นสุดการโทร ไม่ต้องใช้However ISUP signaling ก็ได้

TUP : Telephone User Part

- ในบางพื้นที่ของโลก ( เช่น จีนและบราซิล ) TUP : Telephone User Part ใช้เป็นพื้นฐานในการสร้างการเชื่อมต่อและการสิ้นสุดการเชื่อมต่อและบางที่ใช้ ในบางประเทศ ISUP นั้นใช้แทน TUP ในการจัดการการเชื่อมต่อ

SCCP : Signaling Connection Control Part

- SCCP ใช้ในบริการในระบบ connectionless และ ระบบ connection-oriented และ global title translation (GTT) ซึ่ง SCCP มีความสามารถเหนือกว่า MTP Level 3 โดย global title เป็นเลขแสดง address (เช่น mobile subscriber identification number) โดยหมายเลขเหล่านี้จะถูกแปลงโดย SCCP ไปเป็นรหัสจุดหมายปลายทางและกลายไปเป็นหมายเลข subsystem number หมายเลข subsystem number จะเป็นหมายเลขที่ใช้แสดงตัวที่ไม่ซ้ำกับใครซึ่งใช้แสดง signaling point ปลายทาง SCCP ถูกใช้เหมือน transport layer สำหรับฐานบริการแบบ TCAP

TCAP : Transaction Capabilities Applications Part

- TCAP รองรับการแลกเปลี่ยนของความสัมพันธ์ข้อมูลแบบ non-circuit ระหว่าง applications ข้ามไปสู่เครือข่าย SS7 โดยใช้บริการของ SCCP connectionless. การQueryและ response ระหว่าง SSPs และ SCPs ถูกข่นส่งผ่าน TCAP messages. ตัวอย่างเช่น SSP ส่ง TCAP query เพื่อกำหนดหมายเลขเส้นทาง ที่เกี่ยวข้องกับ dialed 800/888 number และตรวจสอบรหัสPIN : personal identification number ของซิมการ์ดผู้ใช้ในระบบโทรศัพท์มือถือ (IS-41 และ GSM), TCAP ส่ง Mobile Application Part (MAP) messages ส่งระหว่าง mobile switches กับ databases ที่รองรับการทำ authentication ของผู้ใช้, การทำการแสดงตัวของอุปกรณ์และการ roaming.

OMAP : Operations, Maintenance and Administration Part and ASE

- OMAP และ ASE เป็นส่วนที่ใช้ในการพัฒนาในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันบริการ OMAP อาจใช้ในการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อข้อมูล และใช้ในการหาสาเหตุของปัญหาในการเชื่อมต่อ


บ่ายวันนี้ก็พิมพ์งานอย่างเดียว กะว่า สัปดาห์หน้าจะได้ทำงานใหม่ ไม่ต้องกลับมาทำของเก่าอีก อยากให้พี่ๆสอนเยอะๆครับ เพราะผมหวังมากกับการฝึกงานว่าจะได้ความรู้เกี่ยวและประสบการณ์เกี่ยวกับระบบโทรศัพท์มือถือจากที่ AIS มากๆ ( ไม่งั้น blog นี้คง มีรายละเอียดน้อย พี่ได้อ่านน้อยลงนะ )

ข้อมูล OSI Modelและ C7 อ้างอิงมาจาก
www.nautestech.com/RandD/knowledge/ss7_2.htm
http://www.udonoa.com/www-tam/Knowledge/OSImodel.html

ความคิดเห็น

๐ Ninky ๐ กล่าวว่า
ลอกๆๆๆๆๆ

บทความที่ได้รับความนิยม