วันเสาร์, พฤษภาคม 10, 2008

6 - 7 - 8 - 9 พฤษภาคม 2551 : satellite

ช่วงสัปห์ดานี้ เพื่อนๆ GA#8 หลายคนเริ่มจะเก็บข้าวเก็บของกลับไปเรียนต่อแล้ว เนื่องจากเพื่อนบางคนเริ่มฝึกตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม ซึ่งอาทิตย์หน้านี้ก็ครบพอดี ผมเจอเพื่อนๆ ก็ทักกันว่า ฝึกจบวันใหน พอได้ถามก็รู้สึกใจหายเหมือนกัน เวลาดีๆ ที่ได้เจอกันอย่างนี้มันผ่านไปเร็วจริงๆ

ส่วนงานที่แผนกในช่วง วันที่ 6 -7 นี้ พี่หนึ่งให้ผมแก้ severity External Alarm ของ ภาคอีสาน ( บ้านเฮา ) หลังจากเสร็จจากภาคเหนือมาที่ใช้เวลาร่วมสองอาทิตย์ในการแก้ไข แต่คราวนี้ของภาคอีสานจะเร็วขึ้น คาดว่าไม่เกิน 3-4 วัน วันศุกร์นี้ก็คงเสร็จ ตอนนี้ ชำนาญ เปลี่ยนทีละเยอะๆ และเปลี่ยนวิธีการจดข้อมูล ทำให้เร็วขึ้นมาก และหลังจากเสร็จงานนี้ ผมจะได้ไปฝึกเกี่ยวกับระบบ transmission ร่วมกับพี่ๆที่อยู่ชั้น 10 ซึ่งผมก็พอที่จะรู้จักชื่อพี่ๆบางคน เช่น พี่หลอ (ลาดกระบัง โทรคม รุ่น 36 ครับ ) น่าสนุกมากเลยที่เดียว อยากจะรู้เรื่องนี้ลึกๆอยู่แล้ว

ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆของผมตอนนี้ได้ทำเกี่ยวกับระบบ generator โดยเช็คว่าแต่ละภาค เครื่องgenerator ตามชุมสายใช้ได้ปกติหรือไม่ ( รายละเอียดในการตรวจสอบ ผมไม่ค่อยรู้เท่าไร เพราะไม่ได้เข้าไปฟังพี่ดิว พี่ที่อยู่ในห้อง SYS ตู้ปลา เป็นคนสอน ถ้าอยากรู้ไปติดตามจาก http://ning-nong.blogspot.com คู่บัดดี้ผมน่าจะเขียนไว้ )

ส่วนในวันที่ 8 พฤษภาคม พวกผมได้มีโอกาศเรียน ระบบดาวเทียม เนื่องมาจากพี่ๆ จากชั้น 11 มาปรับจานดาวเทียมที่ตั้งอยู่บนระเบียงด่านฟ้าชั้น 9 ให้มุมรับส่งของจานตรงกับดาวเทียม เพื่อที่จะดั้บและส่งสัญญาณที่มีpower สูงสุด โดยมี พี่โหน่ง ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านดาวเทียมกับงานเกี่ยวกับรถ mobile satellite และพี่เอ็กซ์ ที่ทำงานเป็น maintenance ตระเวณไปชุมสายทั่วกรุงเทพฯ คอยควบคุมการปรับจูนตัวดาวเทียม ( ในตอนที่พวกพี่เค้าปรับองศาของดาวเทียมตอนแรกๆผมไม่ได้ไปดูด้วย พวกพี่ๆเค้าทำเสร็จถึงได้ออกไปดูครับ เลยไม่รู้ว่า พี่เค้าทำอะไรกันบ้าง น่าเสียดายๆ )

พี่โหน่งสอนเกี่ยวกับระบบการส่งสัญญาณดาวเทียมแบบคร่าวๆ ดาวเทียม ส่งสัญญาณในย่าน c band เนื่องจากข้อดีในการส่งสัญญาณผ่านย่านความถี่นี้จะได้รับผลกระทบเมื่อส่งสัญญาณดาวเทียมผ่านชั้นบรรยากาศตอนที่ฝนตก noise จากฝน จะเกิดน้อยมากประมาณ 3 dB (จากที่เคยรู้มาเป็นเพราะว่า ความยาวคลื่นของย่าน c band นี้ยังมากกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางของเม็ดฝนทำให้ คลื่นสามารถอ้อมผ่านเม็ดฝนได้ ส่งผลให้ lossเกิดน้อยกว่า การส่งสัญญาณด้วยความถี่ที่สูงกว่าย่าน c band ) การที่เราจำเป็นต้องใช้การส่งข้อมูลผ่านระบบดาวเทียม เนื่องจากบางที่ ใช้ microwave ไม่ได้เพราะเนื่องจากระยะยิงสัญญาณจากต้นทางไปยังปลายทางที่โค้งลงเกิน 60 กิโลเมตร

เราส่งสัญญาณและข้อมูลผ่านขึ้นไปบนดาวเทียม ด้วยความถี่ uplink 6 GHz และส่งสัญญาณจากดาวเทียมด้วยความถี่ downlink 4 GHz ซึ่งทั้งสองความถี่นี้อยู่ในย่าน c band ทั้งสิ้น เหตุผลที่ใช้ความถี่ uplink มากกว่า downlink เนื่องมาจาก
- ที่ความถี่ uplink จะมีสัญญาณรบกวน ( noise ) สูงกว่า ความถี่ downlink ( ยิ่งความถี่สูง noise ยิ่งเยอะ ) การจัดการกับพารามิเตอร์ที่จะช่วยลด noise บนสถานีส่งภาคพื้นดินจึงเหมาะสมกว่า
- Power ที่ใช้ส่งจากภาคพื้นดิน ต้องใช้ power มาก เนื่องจากผลกระทบจากสัญญาณรบกวน คือ ส่งกำลังสูงๆเพื่อที่ฝั่งรับบนดาวเทียมสามารถรับสัญญาณที่มีกำลังพอที่จะแยกข้อมูลออกจากสัญญาณรบกวนได้
- เนื่องมาจากความเหมาะสมจากแหล่งจ่าย เพราะว่า ที่สถานีภาคพื้นดินสามารถใช้แหล่งจ่ายจากการไฟฟ้าซึ่งสามารถจ่ายไฟฟ้าที่มีกำลังสูง ดีกว่าบนดาวเทียมที่มีข้อจำกัดด้านแหล่งจ่าย จึงให้สถานีภาคพื้นดินใช้ความถี่ที่สูงกว่าด้านดาวเทียม

เอไอเอสได้เช่าช่องสัญญาณในการส่งข้อมูลกับดาวเทียมไทยคม ซึ่งใช้ช่องสัญญาณที่ 9 จาก 12 ช่องสัญญาณ โดยแต่ละช่องสัญญาณของดาวเทียมไทยคมมี bandwidth เท่ากับ 36Mbps

ส่วนในการนำระบบดาวเทียมไปใช้งาน เราใช้ดาวเทียมเป็นเหมือน transmittion ตัวหนึ่ง แต่เป็นการส่งข้อมูลผ่านทางคลื่นวิทยุแทนที่จะเป็นสายออฟติกไฟเบอร์หรือสายโคแอคเชียล เหมาะสำหรับสถานที่ไม่สะดวกในการส่งข้อมูลโดยใช้สาย เช่น ตามเกาะต่างๆ เราไม่สามารถที่ลากสายออฟติกข้ามทะเลเป็นหลายๆสิบกิโลเมตร ชุมสายที่ตั้งตามเกาะต่างๆเช่นเกาะช้าง เกาะพะงัน ฯลฯ ต่างก็ต้องใช้ระบบดาวเทียมเป็นช่องนำสัญญาณแทนสายออฟติกทั้งสิ้น นอกจากนี้ระบบดาวเทียมยังนำไปใช้ในกระทรวงต่างๆเช่น กระทรงกลาโหม ซึ่งใช้ดาวเทียมในการติดต่อสื่อสารทางทหาร

ในส่วนของเอไอเอสจะมีรถที่ให้บริการเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่เรียกว่า รถ mobile satellite ซึ่งจะมีหน้าที่หลักในการตามเสด็จเมื่อพระองค์ทรงไปประพาสตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งต้องดูแลส่วนของระบบสัญญาณโทรศัพท์มือถือของพระองค์ให้ดี แบบสามารถติดต่อได้ตลอดเวลาที่ต้องการ เพราะไม่ต้องไปใช้ช่องสัญญาณมือถือร่วมกับใคร นับว่าเป็นงานที่สำคัญมากเพราะถ้าเกิดเหตุร้ายใดๆขึ้น ระบบสื่อสารจำเป็นต้องใช้ได้ตลอดเวลา เพื่อการแก้ไขเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที งานรองของรถ mobile satellite คือการไปเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือในงานต่างๆ เช่น ในงานวันรับปริญญา ใครที่เคยไปงานนี้จะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราจะโทรหา เพื่อนๆที่นัดกันหรือพี่ที่มางานรับปริญญานี้ช่างยากเย็นซะเหลือเกิน เนื่องจากช่องสัญญาณในบริเวณนั้นมีไม่เพียงพอสำหรับความต้องการใช้งาน รถ mobile satellitคันนี้แหละ จะไปตั้งอยู่แถวบริเวณงานนั้นและเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์ได้ประมาณ 100 กว่าช่องสัญญาณต่อหนึ่งคัน

เอไอเอสมีรถแบบนี้อยู่ 6-7 คัน ช่วงแรกๆจะนำเข้าจากต่างประเทศ คันแรกที่นำเข้ามาราคาก็ประมาณ 30 ล้านกว่าๆ แต่ช่วงหลังๆจะสั่งกระกอบเอง ราคาลดลงมานิดหน่อยประมาณ 25 ล้านบาท ขนาดของตัวรถนี่ก็ใหญ่ประมานเท่ากับรถขนส่งที่มีตู้คอนเทนเนอร์เล็กๆ ภายในมีอุปกรณ์เช่น ตัวตู้ชุมสาย และระบบดาวเทียม และ generator ที่คอยเป็นแหล่งจ่ายไฟกระแสตรงให้แก่อุปกรณ์ภายในรถ ซึ่งด้านบนของรถจะมีจานดาวเทียมที่สามารถพับเก็บได้ ซึ่งมีอุปกรณ์ภายในรถที่ควบคุมให้จานดาวเทียมหมุนค้นหาดาวเทียมด้วยระบบGPS เมื่อเวลาใช้งาน เจ๋งโครต!!!!

พี่โหน่งและพี่…. (ของโทษค้าบบ ลืมชื่อ) ได้เล่าประสบการณ์ที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการไปทำงานบนรถ mobile satellite คันนี้ พี่ๆเค้าเคยตามเสด็จไปนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะขึ้นภู ขึ้นเหนือ หรือลงใต้ ในงานเทศกาลต่างๆ ที่เป็นงานประจำปีแต่ละจังหวัด เช่นงานแห่เทียนที่จังหวัดอุบลราชธานี( บ้านผมเอง) พี่เค้าก็ไปมาแล้ว เรียกได้ว่า ไปเที่ยวทั่วไทยที่มีงานเทศกาล เที่ยวไป ทำงานไป น่าสนุกมากครับ ( แต่ก็ห่างจากครอบครัว งานของคนโสดเลยละเนี่ย )

เมื่อครั้งเหตุการณ์ ซึนามิ รถคันนี้ได้ไปช่วยเพิ่มช่องสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการติดต่อสื่อสารในที่กิดเหตุนั้นแทบจะเรียกได้ว่าถูกตัดขาดโลกภายนอกก็ว่าได้ พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า ศพนี่ตายเกลื่อน พวกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ก็ช่วยกันเก็บศพ มาเรียงไว้ข้างๆรถนี่แหละ ( เหอะๆๆ น่ากลัวนะ ) ฝรั่งบางคน ที่เสียคนในครอบครัวระหว่างมาเที่ยวในแถบที่เกิดซึนามินี้ บางคนนี่ร้องให้มาเลย บอกขอใช้โทรศัพท์ที่รถหน่อย พวกพี่เค้าก็ให้โทรฟรีเลยครับ ผมฟังเนี่ยซึ้งเลย นี่แหละน้ำใจคนไทย นับว่าเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือคนที่ทุกข์ยาก ช่วยเหลือสังคมในเวลาวิกฤติที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

รถนี้ปั่นไฟได้ 4 วัน เต็มถัง

โม้มานาน ต่อไปจะพูดถึงเรื่องกระบวนการในการใช้ดาวเทียมในการส่งข้อมูลว่ามีขั้นตอนอย่างไรแบบคร่าวๆ



อธิบายจากรูปเลยนะครับ ทางด้านฝั่งส่ง สมมุติเลยแล้วกันว่า ฝั่งส่งจะมี modem เป็นตัวแปลงข้อมูล จากอุปกรณ์ภายนอกให้เป็นสัญญาณที่เหมาะแก่การส่งในระบบดาวเทียม เช่น อาจจะแปลงข้อมูลที่มาจากตู้ชุมสายผ่านสาย E1 มา ( 2Mbps) เป็นข้อมูลที่เหมาะกับการส่งขึ้นไปบนดาวเทียมที่มีความถี่ 70 MHz แล้วส่งไปยังเครื่อง IF convertor เพื่อยกข้อมูลที่ได้รับจาก modem ไปอยู่ที่ความถี่ uplink คือ ประมาณ 6 GHz แล้วนำสัญญาณที่ได้ไปผ่าน วงจรขยาย IF amplifier เพื่อเพิ่มกำลังส่ง แล้วส่งสัญญาณนี้ผ่านท่อwaveguide ไปยังจานดาวเทียมเพื่อส่งสัญญาณไปยังดาวเทียม แล้วจะทำการส่งสัญญาณกลับไปยังสถานีฐานด้วยความถี่ 4 GHz เมื่อสัญญาณถึงสถานีฐาน จะผ่าน LNA : low noise amplifier เพื่อลดสัญญาณรบกวนและเพิ่มกำลังสัญญาณที่รับได้ แล้วผ่าน IF amplifier ผ่าน IF convertor เพื่อยกข้อมูลกลับมาที่ความถี่ 70MHz แล้วส่งต่อไปยัง modem เพื่อดึงสัญญาณรูปแบบเดิมตั้งแต่แรก


เพื่อนๆในแผนก NOC เข้าไปดูภายในรถ mobile car





เครื่องรับส่งสัญญาณดาวเทียมในห้องชุมสาย มี เม่ย เป็น พรีเซนเตอร์









ชมภาพตัวอย่างไปก่อนนะครับ เนื้อเรื่องกำลังมา

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 4, 2008

2 พฤษภาคม 2551 : OSI Model and C7

วันนี้ ตั้งใจจะเคลียร์ งานเก่า งานค้าง คือ การเขียน blog ส่ง นั่นเอง ( ว่างจริงๆ ช่วงนี้ ) เช้าๆ พี่ฟริ้นสอนเกี่ยวกับ การดู alarm ของอุปกรณ์ Huewei โดยสอน พี่เจ๋งด้วย ทำให้ผมได้รู้ว่า เข้าใจผิดเกี่ยวกับ centralized fault มาตลอด ขั้นตอนการจัดการ Alarm เริ่มตั้งแต่

1.เมื่ออุปกรณ์ เกิดมีปัญหาขึ้น จะส่ง Alarm มาที่ CFMS ซึ่งจะบอกได้แค่ว่า อุกปกรณ์ ตัวใหนเสีย ของ ยี่ห้ออะไรเท่านั้น ไม่ได้บอกสาเหตว่าเสียเนื่องจากอะไร

2.เมื่อเหล่า surveillance ได้ รับ Alarm แล้ว จะเปิด โปรแกรม ที่ใช้จัดการกับอุปกรณ์ที่เกิดปัญหา เพื่อดูว่าปัญหาเกิดจากสาเหตุอะไร โดยใช้คำสั่ง remote command ต่างๆเพื่อแก้ปัญหาไปก่อน

3.ถ้าแก้ปัญหาด้วย remote command ไม่ได้ จะออกใบ Job โดย TTS สั่งให้ Field maintenance ไปจัดการปัญหา หน้า site งาน ต่อไป

ได้การบ้านมา ข้อ สองข้อครับ เกี่ยวกับ OSI model และ C7

ให้ดูรูปก่อนเลย เทียบกันระหว่าง 2 model นี้



มาดู OSI Model กันก่อนครับ มันคืออะไร และแต่ละชั้นทำอะไรกันบ้าง



OSI (Open System Interconnection Reference Model) เป็นแบบจำลองสำหรับอ้างอิงของระบบเครือข่าย โดยจะบรรยายถึงโครงสร้างของสถาปัตยกรรมเครือข่ายในอุดมคติ เป็นระบบเครือข่ายแบบเปิด และอุปกรณ์ทางเครือข่ายจะสามารถติดต่อกันได้โดยไม่ขึ้นกับว่าเป็นอุปกรณ์ของผู้ขายรายใด จากรูปมีอยู่ 7 layer

Layer7 : Application Layer

- เป็นชั้นที่อยู่บนสุดของการรับส่งข้อมูล ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้ โดยจะรับคำสั่งต่างๆจากผู้ใช้ส่งให้คอมพิวเตอร์แปลความหมายและทำงานตามคำสั่งที่ได้รับในระดับโปรแกรมประยุกต์ เช่นแปลความหมายของการกดปุ่มเมาส์ให้เป็นคำสั่งในการก็อปปี้ไฟล์ หรือดึงข้อมุลมาแสดงผล ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ Web Browser, HTTP, FTP, WWW

Layer6 : Presentation Layer


- เป็นชั้นที่ทำหน้าที่ตกลงกับคอมพิวเตอร์อีกด้านหนึ่งในการรับส่งข้อมูลในระดับโปรแกรมประยุกต์จะมีขั้นตอนและข้อบังคับอย่างไร จุดประสงค์หลักของ Layer นี้คือ กำหนดรูปแบบของการสื่อสาร ตัวอย่างของ protocolในชั้นนี้คือ JPEG , MPEG

Layer5 : Session Layer

- ควบคุมการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทางแบบ End to End และคอยควบคุมช่องทางการสื่อสารในกรณีที่มีหลายๆ โปรเซสต้องการรับส่งข้อมูลพร้อมๆกันบนเครื่องเดียวกัน (ทำงานคล้ายๆเป็นหน้าต่างคอยสลับเปิดให้ข้อมูลเข้าออกตามหมายเลขช่อง(port)ที่กำหนด)

- ยังให้อินเตอร์เฟซสำหรับ Application Layer ด้านบนในการควบคุมขั้นตอนการทำงานของ protocol ในระดับ transport/network เช่น windows socket ใน windows ซึ่งได้ให้ Application Programming Interface (API) แก่ผู้พัฒนาซอฟแวร์ในระดับบนสำหรับการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมการทำงานของ protocol TCP/IP ในระดับล่าง

- ทำหน้าที่ควบคุม syncronization และกำหนดวิธีที่ใช้รับส่งข้อมูล เช่น อาจจะเป็นในลักษณะสลับกันส่ง (Half Duplex) หรือรับส่งไปพร้อมกันทั้ง2ด้าน (Full Duplex)

- ข้อมูลที่รับส่งกันใน Layer5 นี้จะอยู่ในรูปของ dialog หรือประโยคข้อมูลที่สนทนาโต้ตอบกันระหว่างต้านรับและด้านที่ส่งข้อมูล ไม่ได้มองเป็นคำสั่งอย่างใน Layer6 คล้ายกับเป็นการสนทนาตอบโต้กันระหว่างผู้รับกับผู้ส่งนั่นเอง ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ SQL, Windows socket , NFS

Layer4 : Transport Layer

- การแบ่งข้อมูลใน Layer บนให้พอเหมาะกับการจัดส่งไปใน Layer ล่าง ซึ่งการแบ่งข้อมูลนี้เรียกว่า Segmentation หน่วยของข้อมูลที่ถูกแบ่งแล้วนี้เรียกว่า Segment

- ทำหน้าที่ประกอบรวมข้อมูลต่างๆที่ได้รับมาจาก Layer ล่าง และให้บริการ

- ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้นระหว่างการส่ง(error recovery) ทำหน้าที่ยืนยันว่าข้อมูลได้ถูกส่งไปถึงยังเครื่องปลายทางและได้รับข้อมูลถูกต้องเรียบร้อยแล้ว
ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ TCP,UDP

Layer3 : Network Layer

- มีหน้าที่หลักในการส่ง packet จากเครื่องต้นทางให้ไปถีงปลายทาง กำหนดให้มีการตั้ง logical address ขึ้นมาเพื่อใช้ระบุตัวตน ตัวอย่างของ protocol นี้เช่น IP และ logical address

- protocol ที่ทำงานใน layer นี้จะไม่ทราบว่าpacketจริงๆแล้วไปถึงเครื่องปลายทางหรือไม่ หน้าที่ยืนยันว่าข้อมูลได้ไปถึงปลายทางจริงๆแล้วคือหน้าที่ของ Transport Layer นั่นเอง

Layer2 : Data Link Layer

- รับผิดชอบในการส่งข้อมูลบน network แต่ละประเภทเช่น Ethernet ,Token ring, FDDI , หรือบน WAN ต่างๆ

- ดูแลเรื่องการห่อหุ้มข้อมูลจาก layer บนเช่น packet ไว้ภายใน Frame จะมีการระบุหมายเลข address ของเครื่อง/อุปกรณ์ต้นทางกับเครื่อง/อุปกรณ์ปลาทางด้วย hardware address ที่เรียกว่า MAC Address

MAC Address เป็น address ที่ฝังมากับอุปกรณ์นั้นเลยไม่สามารถเปลี่ยนเองได้ MAC Address เป็นตัวเลขขนาด 6 byte, 3 byte แรกจะได้รับการจัดสรรโดยองค์กรกลาง IEEE ให้กับผู้ผลิตแต่ละราย ส่วนตัวเลข 3 byte หลังทางผู้ผลิตจะเป็นผู้กำหนดเอง หน่วยของ layer นี้คือ Frame ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ Ethernet, Token Ring ,IEEE 802.3/202.2,Frame Relay, FDDI, HDLC, ATM เป็นต้น

Layer1 : Physical Layer

- ข้อกำหนดมาตรฐานคุณสมบัติทางกายภาพของฮาร์ดแวร์ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้ง2ระบบ สัญญาณทางไฟฟ้าและการเชื่อมต่อต่างๆของสายเคเบิล,Connectorต่างๆ การรับส่งจะเป็นในรูป 0 หรือ 1 หน่วยของ layer นี้คือ bits ตัวอย่างของ protocol ในชั้นนี้คือ CAT5,CAT6,RJ-45,EIA/TIA-232,V.35cable เป็นต้น

ส่วนรายละเอียดของ C7 มีดังนี้



C7 หรือ Common Channel Signaling Systems no.7

เป็นมาตรฐานการส่งข้อมูลสัญญาณดิจิตอลบนระบบ PSTN : public switched telephone network เพื่อทำการเชื่อมต่อโทรศัพท์ทั้งแบบ wirelessและ wireline ในการทำ call setup, routing และ control ซึ่ง c7 ถูกกำหนดมาตรฐานขั้นตอนกระบวนการและโปรโตคอลที่ใช้ในการติดต่อโดย International Telecommunication Union (ITU) หน้าที่หลักๆของ c7 มีดังนี้

• เป็นพื้นฐานของการเริ่มต้นการเชื่อมต่อ การจัดการให้คงสถานะการเชื่อมต่อ และการยกเลิกการเชื่อมต่อ
• จัดการเรื่องการบริการไร้สาย เช่นระบบ PCS : personal communications services , ระบบ roaming การทำ mobile subscriber authentication
• จัดการเรื่อง LNP : local number portability
• จัดการเรื่อง toll-free (800/888) และ toll (900) ของบริการแบบ wireline
• ปรับปรุงบริการเสริมเช่น call forwarding, calling party name/number displayและ three-way calling
• จัดการเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสาร


MTP : Message Transfer Part
แบ่งออกเป็น 3 ชั้น

MTP Level 1 เท่ากับชั้น OSI Physical Layer.ดดยกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อเชิงกายภาพรวมทั้งกำหนดสัญญาณ digital signaling link รวมถึงกำหนดมาตรฐานความเร็วในการเชื่อมต่อแบบต่างๆเช่น E-1 (2048 kb/s; 32 64 kb/s channels), DS-1 (1544 kb/s; 24 64kb/s channels), V.35 (64 kb/s), DS-0 (64 kb/s), and DS-0A (56 kb/s).

MTP Level 2 เป็นชั้นที่เช็คความถูกต้องในการส่งข้อมูลแบบ end-to-end ข้ามระหว่าง signaling link. Level 2 จะดูแลไปถึงเรื่อง flow control, message sequence validation, and error checking. เมื่อเกิดความผิดพลาดบน signaling linkขึ้น message (หรือกลุ่มของ messages) จะถูกส่งใหม่อีกรอบทันที. MTP Level 2 is คล้ายกับ OSI Data Link Layer

MTP Level 3 จัดการสร้างเส้นทางเพื่อการส่ง message ระหว่าง signaling points ใน SS7 network. MTP Level 3 จะสร้างเส้นทางเชื่อมต่อใหม่อีกครั้งเมื่อเกิดปัญหาในการเชื่อมต่อระหว่าง signaling points เกิดล้มเหลวหรือเกิดการแออัดของข้อมูลมากเกินไปMTP Level 3 เหมือนกับ OSI Network Layer

ISUP : ISDN User Part

- กำหนด protocol ที่ใช้ในการ set-up, manage และ release trunk circuits ให้ขนส่งข้อมูลและเสียงระหว่างจุดสิ้นสุดการแลกเปลี่ยนข้อมูล (เช่น ระหว่าง คนโทรหาและคนรับสายโทรศัพท์ ) ISUP ใช้การเชื่อมต่อทั้งแบบ ISDN และ non-ISDN อย่างไรก็ตาม การเรียกใช้การโทรและการสิ้นสุดการโทร ไม่ต้องใช้However ISUP signaling ก็ได้

TUP : Telephone User Part

- ในบางพื้นที่ของโลก ( เช่น จีนและบราซิล ) TUP : Telephone User Part ใช้เป็นพื้นฐานในการสร้างการเชื่อมต่อและการสิ้นสุดการเชื่อมต่อและบางที่ใช้ ในบางประเทศ ISUP นั้นใช้แทน TUP ในการจัดการการเชื่อมต่อ

SCCP : Signaling Connection Control Part

- SCCP ใช้ในบริการในระบบ connectionless และ ระบบ connection-oriented และ global title translation (GTT) ซึ่ง SCCP มีความสามารถเหนือกว่า MTP Level 3 โดย global title เป็นเลขแสดง address (เช่น mobile subscriber identification number) โดยหมายเลขเหล่านี้จะถูกแปลงโดย SCCP ไปเป็นรหัสจุดหมายปลายทางและกลายไปเป็นหมายเลข subsystem number หมายเลข subsystem number จะเป็นหมายเลขที่ใช้แสดงตัวที่ไม่ซ้ำกับใครซึ่งใช้แสดง signaling point ปลายทาง SCCP ถูกใช้เหมือน transport layer สำหรับฐานบริการแบบ TCAP

TCAP : Transaction Capabilities Applications Part

- TCAP รองรับการแลกเปลี่ยนของความสัมพันธ์ข้อมูลแบบ non-circuit ระหว่าง applications ข้ามไปสู่เครือข่าย SS7 โดยใช้บริการของ SCCP connectionless. การQueryและ response ระหว่าง SSPs และ SCPs ถูกข่นส่งผ่าน TCAP messages. ตัวอย่างเช่น SSP ส่ง TCAP query เพื่อกำหนดหมายเลขเส้นทาง ที่เกี่ยวข้องกับ dialed 800/888 number และตรวจสอบรหัสPIN : personal identification number ของซิมการ์ดผู้ใช้ในระบบโทรศัพท์มือถือ (IS-41 และ GSM), TCAP ส่ง Mobile Application Part (MAP) messages ส่งระหว่าง mobile switches กับ databases ที่รองรับการทำ authentication ของผู้ใช้, การทำการแสดงตัวของอุปกรณ์และการ roaming.

OMAP : Operations, Maintenance and Administration Part and ASE

- OMAP และ ASE เป็นส่วนที่ใช้ในการพัฒนาในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันบริการ OMAP อาจใช้ในการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อข้อมูล และใช้ในการหาสาเหตุของปัญหาในการเชื่อมต่อ


บ่ายวันนี้ก็พิมพ์งานอย่างเดียว กะว่า สัปดาห์หน้าจะได้ทำงานใหม่ ไม่ต้องกลับมาทำของเก่าอีก อยากให้พี่ๆสอนเยอะๆครับ เพราะผมหวังมากกับการฝึกงานว่าจะได้ความรู้เกี่ยวและประสบการณ์เกี่ยวกับระบบโทรศัพท์มือถือจากที่ AIS มากๆ ( ไม่งั้น blog นี้คง มีรายละเอียดน้อย พี่ได้อ่านน้อยลงนะ )

ข้อมูล OSI Modelและ C7 อ้างอิงมาจาก
www.nautestech.com/RandD/knowledge/ss7_2.htm
http://www.udonoa.com/www-tam/Knowledge/OSImodel.html

29 - 30 เมษายน 2551 : Roaming

วันนี้บรรดาเพื่อนๆในแผนกก็เริ่ม เสร็จงานจาก IR กันเสียที พี่จ้อน หัวหน้าที่ดูแลแผนก SES เลยเรียกไปให้ช่วย ให้พวกผมเช็ค sim ของ Operation ต่างประเทศที่ทำ Roaming กับ AIS โดยทดลองใส่ sim แล้วทำการ Location Update ว่า ว่า หน้าจอ แสดง GSM ของ AIS รึเปล่า ถ้าใช่ให้เขียนข้อมูลของ sim นี้ ได้แก่ ชื่อประเทศ และ ชื่อ operation หมายเลย MSISDN และ IMSI

Sim ที่เอามาทดสอบนี้ มีประมาณ ร้อยกว่าแผ่น ที่เห็นก็มี operation ดังๆหลายที่ เช่น Telenor ( รูปกังหันเป็นตัว T แบบ Dtac เนื่องจาก telenor มีหุ้นส่วนกับ Dtac ) Vodaphone Maxis ที่ฮาๆ ก็มี CAMShin : Cambudia ของ AIS ที่ไปเปิด operation ที่ เขมรนี่แหละ สัญลักษณ์เป็นแบบ 1 2 call แต่โทรศัพท์ทดสอบมีเครื่องเดียว ผมเลยเอาโทรศัพท์ผมนี่แหละ ช่วยทดสอบด้วย ทำให้การทำงานเร็วขึ้นมาก ( พี่ๆ ที่ SES ตะลึงเล็กน้อย เนื่องจากพวกเราทำงานเสร็จกันเร็วมาก )



พี่จ้อนแนะนำ เกี่ยวกับการ Location update ว่า การที่เราเอา sim จากต่างประเทศมาใช้นั้น กระบวนการ LOC จะเป็นดังรูปนี้ คือ ทาง โอเปอร์ที่ ทำ Roaming ด้วยจะ ส่งข้อมูลไปที่ HLR ของ operation ต่างประเทศ เพื่อไปเช็คว่า เบอร์ที่ roaming นี้ มีตัวตนจริงใน operation อีกประเทศ ใหม โดยวิ่งผ่าน gateway TOT ซึ่งให้สัมปทานคลื่นความถี่ แก่ AIS Dtac Truemove ถ้าเช็คข้อมูลอีกฝั่งแล้ว ถูกต้อง มีการเปิดใช้ roaming ร่วมกันระหว่าง 2 operation ก็สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ตามปกติ


Step ในการทำงานของเรา ง่ายๆ ชิวๆ
1.แกะซิม โยนใส่เครื่อง ใส่แบ็ต เปิดเครื่อง
2.ต้องใส่ PIN หรือ PUK รึเปล่า ถ้าไม่ใส่ไปขั้นต่อไป ( ช่วงนี้ ถ้า simใหน ไม่บอก PIN มา เราต้องสวมบท “อัจฉริยะค้างคืน” เดา รหัส PIN มั่วไป ถ้าถูก คุณดีพอ ที่จะได้ไปต่อ ถ้าผิด จบเกมส์ ปา sim ทิ้ง )
3.รอ และ ลุ้นแถบๆ …… ให้ ป๊อกเด้ง เอ้ย ไม่ใช่ ให้ operation ขึ้นต่างหาก
ถ้า GSM AIS หรือ GSM 1800 ขึ้น กระโดดสิบทีรอบห้อง แล้วหาข้อมูล ชื่อ operation ชื่อประเทศ เลข MSISDN และ IMSIเขียนใส่ sim แล้วส่งชิงโชค (ใส่ถุงว่าใช้ได้)
ถ้า ขึ้น DTac หรือ True ขว้าง sim ทิ้ง เช่นกัน

25 เมษายน 2551 : Spirit of Fire

การเปลี่ยน serivity ของ alarm ที่เกี่ยวข้องกับ trsansmittion ภาคเหนือ เหลือ server สุดท้ายแล้ว ผมจึงรีบทำให้เสร็จ กะว่ายนี้คงเสร็จทัน บวกกับ พี่ๆที่แผนกบอกว่า ถ้าเสร็จทัน จะพาไป งานปีใหม่ของเอไอเอส ชื่องาน Spirit of Fire อย่างนี้ ต้องรีบเลย ส่วน เช้านี้พี่เฮาส์ สอน เกี่ยวกับ transmittion

รายละเอียด กำลังเพิ่มเติม …………ในเร็วๆนี้

ตกบ่าย นั่งเปลี่ยน servility จนตาลาย ( คลิ๊กๆๆ ล้วก้อ คลิ๊ก มือจับเมาส์ ตาจ้องแต่จอจนปวดตา ) ในที่สุด ก็เสร็จซะที พอได้เวลาสี่โมงเย็น ได้ฤกษ์ งามยามดี ไป impact เมืองทองธานี พี่หนึ่ง ไปถึงที่งานเกือบ 5 โมงเย็น ไม่เคยมาสักที impact เนี่ย ใหญ่ดีเหมือนกันแฮะ ( แต่เล็กกว่าบ้านผมเยอะ 555 )

พอจอดรถเสร็จก็นั่งรถที่เค้าบริการไปส่ง ไม่ไกลจากที่จอดรถเท่าไร เข้าไปในงาน เห็น พวกพี่ๆ เอไอเอสแต่ชุดตามสีของตัวเอง มี สีชมพู สีแดง เหลือง เขียว และน้ำเงิน ซึ่งน้ำเงินนี่เป็น พวก operation นอกนั้น สีอื่นๆ ไม่รู้ว่าทำฝ่ายใหน ได้ข่าวว่างานนี้ Buddha Bless มาด้วย กะมา dance ซะหน่อย

ผมนึกขึ้นได้ว่าลืม ปั้มลายนิ้วมือก่อนออกมาจาก ตึกชินวัตร 2 ที่นึกได้เพราะที่งานนี้ เค้าก็เช็คว่าเป็นพนักงาน AIS ด้วยการ ปั้ม ลายนิ้วมือ แล้วรับบัตรรับประทานอาหาร งานนี้ดีมากครับ แต่เสียอย่างเดียว เค้าไม่แจกบัตรกินข้าวให้นักศึกษาฝึกงาน แต่พี่ๆที่แผนกก็ใจดีมาก ให้บัตรผมกิน คนละใบ สองใบ เดินกินในงานนี้จนอิ่มจะอ้วก

บรรดาเพื่อนๆ GA#8 ทั้งหลาย ก็มาช่วยงานหลายคนอยู่ ผมเดินไปคุยเรื่อยๆ เนียนๆ เพื่อนๆเค้าใส่ชุดสีดำกันหมด เนื่องจากเป็น staff ผมเลยยืมเสื้อพี่ฟริ้นมาใส่ ดูดีครับ เพื่อนมันแซวว่าเหมือนผู้บริหาร เอิ๊กๆ ( บริหารอะไรวะ ไม่ชัดๆ) หลังจากอิ่มแล้ว ผมก็ไปเก็บภาพโดยมี พี่โย เดินไปด้วย เนื่องจากได้ข่าวว่า ลีดเดอร์ข้างหน้าเวที น่ารักมากกกก ( แต่เมื่อเดินไปดูแล้ว ผิดหวัง เฮ่ออ ) เลยเก็บภาพงานมาฝาก



ทางเข้างาน ลงทะเบียนเข้างาน


บรรยากาศภายในงาน Spirit of Fire


CEO เดิน โชว์เรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดากองเชียร์ ฮิ่วๆ


ปลาและซวง เพื่อน GA#8


และแก๊ง ( สังเกตว่า กินกันจนไม่มีอะไรเหลือบน บนโต๊ะ )


ทำงานไป อย่าอู้ๆ


ลีดสีชมพู กำลังเดินขบวน


อิ่มแล้ว ชิ่งกลับบ้าน ดีกว่า ( พี่โย พี่เจ๋ง และ พี่แบงค์ )

24 เมษายน 2551 : SES ( อีกที )

หลังจากเมื่อวานพี่ๆห้อง SES ได้สอนเกี่ยวกับการทำ location update และสอน service ที่น่าสนใจต่างๆ วันนี้เลยได้เรียน service แปลกๆ เช่น1 ซิมหลายเบอร์ และ 1เบอร์ หลายซิม

หลักการของ 1 sim 2 number คือการที่เราผูกเบอร์ไว้สองเบอร์ในซิมเดียวกัน นั่นแสดงว่า 1 sim มี 2 MSISDN แต่มี 1 IMSI แล้วจะทำยังไงละ



ปกติ การ routing ของเบอร์ปกติ( ในที่นี้คือ AAAAAAAAAA ) จะเป็นไปตามปกติคือ MSC จะ วิ่งไปเอา profile ใน HLR ของเบอร์หลัก( AAAAAAAAAA ) แล้วใช้งานตามปกติ แต่เมื่อเราอยากเปลี่ยนมาใช้อีกเบอร์ ให้กด USSD หมายเลข *200# ระบบจะทำการสลับไปใช้อีกเบอร์ โดยการ routing จะมีการเปลี่ยนแปลงให้ HLR เบอร์แรก ทำหน้าที่เป็น HLR เสมือน ชี้เลขหมายไปยัง HLR เบอร์ที่สอง ( 200XXXXXXXXXX ) ซึ่ง เราจะ active เบอร์ โทรออกได้เบอร์เดียว แต่ สามารถรับเบอร์โทรเข้าได้ทั้งสองเบอร์ และมีข้อสังเกตสำหรับเบอร์ที่สองคือ เมื่อ เบอร์ที่สองโทรเข้าเครื่องอื่นจะโชว์หมายเลข 200XXXXXXXXXX ( ทั้งสองเบอร์สามารถใช้ระบบจ่ายเงินต่างกันก็ได้คือ prepaid หรือ postpaid )

ส่วน 1 Number Multi sim เป็น service ที่ผู้ใช้สามารถใช้ มือถือหลายๆเครื่อง แต่มีแค่เบอร์เดียวทุกเครื่อง อ่า…..แล้วมันดียังไงละ

ก็ตอบว่า บางคนมีมือถือหลายเครื่อง แต่อยากใช้แค่เบอร์เดียว อาจจะวาง เครื่องหนึ่งไว้ที่บ้าน อีกเครื่องไว้ที่ทำงาน ซึ่งสามารถ active เครื่องที่จะใช้โทรเข้าโทรออกแค่เครื่องเดียวในเวลานั้น ส่วน USSD ที่ใช้ active มือถือเครื่องที่จะใช้ คือ *1# ซึ่งเครื่องมือถือที่เราไม่ได้active สามารถเล่น EDGE หรือ GPRS ได้ ( เก็บตังค่า GPRS ก้อเบอร์เดียวนั่นแหละนะ แต่ก็สงสัยอยู่ว่า IN มันจะไม่งงเหรอ สมมุติอีกเครื่องก็โทร อีกเครื่องก็เล่น GPRS )

Service ตัวต่อมาเป็นพื้นฐานมาตั้งแต่ใหนแต่ไร มันคือ SMS : Short Message service



จากรูปเป็นการตัดส่วนที่สำคัญของระบบ service แบบ SMS มาแสดง ที่สำคัญคือ อุปกรณ์ SMSC : Short Message Service Center รับข้อความ จาก ฝาก A ที่จะส่งไปให้ B โดย SMSC จะไปค้นหา เส้นทางส่ง ข้อความจาก HLR ของเบอร์ปลายทาง แล้วส่งข้อความไปยัง MSC ปลายทาง ( B ) ถ้าเบอร์ปลายทางยังไม่ได้รับข้อความ จะมีคาบเวลาส่งข้อความใหม่อีกครั้ง ทุก 300 วินาที ส่วนความเร็วอัตราการส่ง SMS จะอยู่ที่ 2400 bps เป็นอังกฦษ ได้ 160 ตัวอักษร แต่ถ้าส่งเป็น ภาษาไทยจะได้ ประมาณ 60 ตัวอักษร (แต่เครื่องมือถือสมัยใหม่จะตัดข้อความเป็น ส่วนๆแล้วส่งให้เลยถ้าส่งอักษรเกินที่กำหนด)



ส่วน service MMS จะแสดงได้คร่าวๆ ดังรูปที่แสดง ตัวอย่างเช่น เครื่อง มือถือ A จะส่ง รูป ผ่าน MMS ข้อมูลรูปภาพจถถูกส่งผ่าน MSC ไปยัง MMSC : Multimedia Message Service เพื่อเก็บภาพไว้ แล้วทำการส่ง url ที่อยู่ของรูปภาพ โดย SMS ไปยังเครื่องปลายทาง ให้เครื่อมือถือปลายทาง (B)โหลด รูปภาพ ผ่าน GPRS

23 เมษายน 2551 : SES

วันนี้ที่ แผนก SES สอนการทำ update location ของเครื่องมือถือ พี่เอประจำแผนก SES เป็นคนสอนและมีพี่จ้อน พี่ที่ดูแลแผนกนี้คอยเสริมเพิ่มเติม

การทำ location update เหมือนการที่การทำประวัติให้กับมือถือเรา ซึ่งในขั้นแรกที่ simการ์ดจะถูกผูกไว้กับเขตพื้นที่ให้บริการไว้โดย operation แต่ละแห่งแล้วแต่จะกำหนด เมื่อ เริ่มเปิดใช้บริการครั้งแรกไม่ว่าผู้ใช้มือถือมือจะอยู่ที่ใด มือถือจะทำการส่งข้อมูลไปที่ HLR ใน MSC ประจำพื้นที่ที่ simcard ได้ผูกเบอร์ไว้ เพื่อลงทะเบียนเปิดใช้เบอร์ หลังจากนั้นทุกครั้งที่ผู้ใช้มือถือเครื่องนั้น
เรามารู้จัก สองคำที่เกี่ยวข้องกับ การทำ location update กันก่อน
- VLR : Visitor Location Register
- HLR : Home Location Register

กระบวนการทำ location update มีขั้นตอน



จากรูปในส่วนล่างจะอธิบายวิธีการ location update เมื่อเปิดเครื่องมือถือไม่ว่าจะอยู่จุดใด เบอร์นี้จะส่ง signaling ไปที่ HLR ( เจ้าบ้าน ) ที่ตนเองลงทะเบียนไว้เพื่อเช็คว่า เบอร์นี้เป็นเบอร์ที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่เบอร์ปลอมหรือว่าถูกสวมรอยมา ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์( เอิ๊กๆ อธิบายลึกๆไม่ได้ ) ต่อจากนั้น มือถือมันก็ส่งข้อมูล profile ให้กับ VLR ที่ผู้ใช้นั้นอยู่ ณ ที่นั้น ( ลงทะเบียนเป็นแขก )ที่อยู่ติดกับ MSC (สมมุติ เบอร์นี้เปิดใช้ครั้งแรกที่ เชียงใหม่ แต่ผู้ใช้มือถืออยู่ปัตตานี มือถือก็จะส่ง ส่งข้อมูลไป HLR เชียงใหม่ก่อน ) ในการทำ location update นี่มันก็มีช่วงระยะเวลา ในการที่จะเช็คว่า เบอร์นี้ยังอยู่ในเขต MSC นี้รึเปล่า ทุกๆ 3 ชั่วโมง ( แขกยังอยู่แถวนี้ป่าว รึว่า ชิ่งหนีไปใหนแล้ว )

location update มีขั้นตอนการทำ attenuation เพื่อระบุความถูกต้องของเบอร์โทรศัพท์แล้ว นอกจากนี้ ยังจะทำการเช็คว่าเบอร์นี้สามารถใช้ service อะไรได้บ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเครื่องมือถือของผู้ใช้ด้วยว่า จะใช้ service ใด ได้บ้างครับ ส่วนรูปส่วนบนจะอธิบายการเชื่อมต่อ GPRS เพื่อใช้บริการ serviceต่างๆ ข้อมูลจะวิ่งผ่าน SGSN : เป็น gateway ที่ใช้เลือกบริการ ว่าจะใช้ service แล้วจะมี GGSN เป็นตัวเชื่อมให้มือถือสามารถใช้ service ได้ ซึ่งจริงๆแล้วมี service หลายประเภท เช่น MMS GPRS Internet (ยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ เช่นเราจะเล่น wap ผ่าน GPRS ข้อมูลจะวิ่งผ่าน SGSN แล้วก็วิ่งเข้า GGSN ที่ให้บริการ wap )

ในส่วนของ sim card จะมีรหัสต่างๆ ที่สำคัญเช่น
รหัส IMSI : International Mobile Subscriber Identify จะไม่ซ้ำกับ sim ใหนในโลกนี้เลย ซึ่งจะมีอยู่ 15 หลัก ( เป็น standard ใช้ทั่วโลก ) โดยการกำหนดเลขแต่ละหลักจะมีรูปแบบแตกต่างกันตามแต่ละ operation ยกตัวอย่างของ AIS คือ



รหัสที่น่าสนใจอีกหลายตัวใน sim card คือ PIN : Personal Identifation Numberจะมี 4 หลัก และ PUK : Personal Unlocking Key (ปุ๊ก) จะมีอยู่ 8 หลัก เป็นรหัสรักษาความปลอดภัยระดับ user ที่ป้องกันไม่ให้คนอื่นเอา sim card ของเราไปใช้ง่ายๆ ถ้าเราใส่ PIN ผิดไปสามครั้ง simจะถามหา PUK และถ้าใส่ PUK ผิด อีกสามครั้งจะทำให้ ซิมนั้นทำการระเบิดตัวเอง!!!! (จริงปะเนี่ย เว่อไป) รหัสสุดท้ายในซิมคือ KI : เป็นรหัสที่ใช้กันการปลอม sim card ซึ่งไม่มีทางดึงค่า KI นี้ออกมาจาก sim card ได้เลย เนื่องจาก cpu ของ sim card จะปกป้องไว้

เพิ่มเติมเรื่องการ Bar นิดหน่อย การ Bar นี่ฏ็คือการกำหนดไม่ให้ใช้ service ใดๆ ซึ่งการ Bar Service อาจจะทำได้โดยผู้ใช้เอง แต่บาง service ต้องให้ operation ทำให้ ( ซึ่งเสียค่าใช้จ่าย ครับ เช่น ต้องการเรียกใช้ คุณไปรเวท : private number ไม่โชว์เบอร์ ) ก็เพิ่งจะรู้วิธีไม่รับสายแต่โทรออกได้ด้วย ซึ่งกำหนดในมือถือได้เองเลยครับ

22 เมษายน 2551 : NOC

อได้เรื่องวิ่งวุ่นตั้งแต่เช้าเลยครับวันนี้ เนื่องจากเมื่อวานตอนเตรียมตัว present แผนก ดันลืม copy file flash ที่จะใช้โชว์หลังจากการบรรยายหน้าเวที วิ่งกลับไประหว่างตึกชินวัตร 1 และชินวัตร 2 เพื่อไปเอาไฟล์จากพี่ฟริ้นมา ในวันนี้ พี่ ฟริ้น ก็ไปพรีเซนต์ให้ กลุ่ม solution ฟังเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะมาช่วยพวกเรา present ทันใหมเนี่ย

เช้านี้ พี่ทอย ได้พูดถึงเรื่อง ระบบ การทำงานและตัวอุปกรณืในระบบ GSM ที่ AIS ใช้อยู่ รวมทั้งอุปกรณ์ในระบบ service ต่างๆ ในการใช้งาน service ประเภทหนึ่งๆ ต้องผ่านอุปกรณ์ใดบ้างแบบคร่าวๆ แล้วให้ดู สถานีชุมสายที่ต่างๆ และประเภทของสายอากาศตาม site จบด้วย ประวัติคร่าวๆของ AIS

รายละเอียด …………………………

สักเวลา 11 โมงครึ่ง พี่ๆจาก NOC ก็เข้ามาห้อง พี่เฮงเกล่าวแนะนำแผนกนิดหน่อยและปล่อย พวกเราได้ solo แนะนำแผนกต่างๆภายใน NOC ซึ่งเพือนๆกลุ่ม operation เราก็ดีมาก ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ และไม่มีใครมีข้อสงสัยเลย ( แสดงว่าผม present ดี ทำให้เพื่อนๆ เข้าใจแผนกผมอย่างแจ่มแจ้ง รึเปล่า? แฮะๆ) จบการ present ก็เปิดการ์ตูนแฟลชที่พี่ๆNOC ทำให้ให้เพื่อนๆ ฮาและเข้าใจการทำงานของแผนกผมยิ่งขึ้น ( ขอบคุณพี่ๆมากนะครับที่ให้ยืม ไม่งั้น การ presemt ของพวกเราครั้งนี้คงจืดชืดไปมากทีเดียว )

บ่าย ๆ พาชม NOC โดยพวกเราหกคน แบ่งเป็น2ทีม ไปรับเพื่อนจากชั้น 3 ขึ้นมาชั้น 9 และชั้น 8 ในทีมของผมมี นิ้งกับ แหว๋ว พาดูชั้น 9 ก่อน โดยแนะนำแต่ละแผนก โดยมีพี่ๆช่วยเสริม(ดีครับ เดี๋ยวพวกผมพูดมั่วไป เพื่อนจะเข้าใจผิดๆกัน ) พาไปดู SYS SES NAM และ ECS ส่วน CFM กับ COTS ไม่ได้ไปดู เนื่อจากเราเปลี่ยนแผนพาไปดู Antenna แบบต่างๆที่ระเบียงด่านฟ้าชั้น 9 ( อากาศข้างนอกร้อนมาก )


ตอนแนะนำแผนก ECS และ SES แหว๋ว หลับไปซะแล้ว


พรีเซนไปเรื่อยๆ


shotนี้ มีแต่คนอยากได้ทีวีจอใหญ่กลับบ้าน เหอะๆๆ( ด้านหน้าอ่ะ )


ขำ ขำกันเข้าไป มาฟังอารายว่ะ ไม่รู้เรื่อง เอิ๊กๆๆ



เตรียมตัวลงใต้ทุกคน ( ไปดูชุมสายต่อครับ )


บรรยากาศห้องเย็น -20 องศาเซลเครียส....


เพื่อนๆฟังพี่หนึ่งอย่างตั้งใจ ( ดูได้จากคนข้างหลังสุด )


พี่หนึ่งกำลังพิสูจน์ว่า ตู้ชุมสายไฟดูดจริงรึเปล่า เอิ๊กๆๆ( ล้อเล่นนะครับ )

หลังจากนั้นเราก็สลับกับกลุ่มที่ดูชุมสายที่ ชั้น 8 โดยมี พี่เฮง พี่หนึ่ง ช่วยบรรยายแนะนำ อุปกรณ์ในชุมสายต่างๆ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนานเนื่องจากหลังจากเราออกจากห้องชุมสาย เครื่อง UPS ที่จ่ายไฟสำรองกระแสสลับเกิดระเบิดซะงั้น งานนี้พี่ๆ serveillance รับไปเต็มๆ 500 กว่า alarm ( มีความสุขกันใหญ่เลย ยิ้มทำงาน หน้าบานทุกคน เหอะๆๆ ) เนื่องจากคุมอุปกรณ์อะไรไม่ได้เลย เพราะ NOC เป็นศูนย์กลางดูแลอุปกรณ์ชุมสาย ศูนย์กลางเจ๊ง ทุกอย่างก็เจ๊งหมด



มา call center คุยกันลูกเดียว



ฟังพี่ๆ acc อย่างตั้งใจ


ต่อจากนั้นไปแผนก ACC ซึ่งเป็นแผนกของ call center ที่รับ complain ของลูกค้า เพื่อแก้ปัญหาที่เกิด พี่ๆ เค้าก็พาไปที่ตึกพหลโยธินเพลส ที่เป็นแผนกของ ACC นั่งฟังการบรรยายและมีการแจกของรางวัล(ล่อใจ) ตกเย็นก็ไปประชุมสีครับ ( ได้งานทำอีกแล้ว )

สรุปว่าวันนี้ สนุกมากครับที่ได้แนะนำแผนกที่ NOC โดยการร่วมมือกับเพื่อนๆในแผนกทั้งหกคนที่ร่วมแรงร่วมใจ อยู่เตรียมนำเสนอจนค่ำมืดดึกดื่น ร่วมกันแสดงความคิดเห็นทำให้การนำสนอครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี และขอบคุณพี่ๆในแผนกที่ให้ความรู้และความร่วมมือในการนั่งฟังพวกเรา present ช่วยคอมเมนค์ปรับข้อผิดพลาด

21 เมษายน 2551 : Training Day

สัปดาห์นี้ ทาง ais ได้ให้นักศึกษาฝึกงานได้ อบรมเกี่ยวระบบในบริษัท ais ในวันที่ 21 และ 22 เมษายน โดยจะเรียนเกี่ยวกับ เรื่อง service ต่างๆและ เกี่ยวกับพวกอุปกรณ์ในระบบ gsm แบบคร่าวๆ มีอะไรบ้าง โดยการอบรมแบ่งเป็นสองแผนก คือ แผนก solution ที่จะได้อบรมแค่วันเดียวคือวันที่ 22 ซึ่งจะเป็น สายการตลาด ส่วนอีกแผนกคือ operator ก็คือ พวก วิศวะ และ วิทยา ทั้งหลาย ได้อบรมตลอดสองวัน ( แต่ส่วนใหญ่จะหลับกัน เนื่องจาก ห้องประชุมเย็นมาก น่านอนๆ )

วิทยากรผู้บรรยายวันนี้ คือ พี่ทอย ได้ข่าวมาว่าเก่งมากๆ พี่เค้าเป็นหน่วยที่ฝึกพนักงานใหม่ที่เข้ามาทำงานในบริษัท AIS ไปดูงานต่างประเทศน่าจะเยอะเห็นได้จาก สื่อนำเสนอที่พี่แกนำมาสอนพวกเรา เรียกว่าเป็นคนของบริษัทที่มีความรู้และประสบการณ์แน่นมากๆครับ
ในช่วงแรกของการอบรมพี่ทอยได้อธิบายเกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม ในการส่งข้อมูลมีอยู่ สามแบบใหญ่คือ


1.fixed line
2.fixed wireless
3.mobile wireless

ต่อมาจึงพูดเเกี่ยวกับเรื่อง trend technology ในปีนี้ ซึ่งมีเรื่องน่าสนใจและจะมาแรงหลายเรื่องเช่น ทางด้านโทรคมที่จะมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีการส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น ส่วนทางด้านอินเตอร์เน็ตก็เกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยี เวป 2.0 ที่จะรองรับระบบมัลติมีเดียได้ดีขึ้น และเทคโนโลยีในการรักษาความปลอดภายและความเป็นส่วนตัวจะเป็นแบบ 2 factor อธิบายได้ง่ายๆ คือระบบรักษาความปลอดภัยจะเป็นสองชั้น เช่น ในการล็อกอินเพื่อใช้โน็ตบุคจะต้องใส่ รหัส username และ password แค่นั้นยังไม่พอ ยังต้องมีระบบที่สองที่ใช้ในการล็อกอิน เช่น การแสกนลายนิ้วมือ เพื่อยินยันว่าเป็น ผู้ใช้จริงอีกชั้น

ตกบ่าย พี่ทอย พาทัวร์ยุโรป เป็นงานแสดงเทคโนโลยีใหม่ๆองเยอร์มันมาแสดง โดยเอาผลงานของทั้งบริษัทและโปรเจ็คของนักศึกษาปริญญาตรีของเยอรมันมาแสดง (จากการอบรมครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่า การทำโปรเจ็คของนักศึกษาปริญญาตรีกเทียบกับโปรเจ็คของนักศึกษาปริญาตรีของเยอรมัน มันช่างต่างกัน ราวกับดอกฟ้า หมาวัด) ตัวอย่างเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การใช้ RFID ใน ระบบ Logistic ระบบ มือถือแบบ 4G ระบบ convergence ระบบ i-mode ของญี่ปุ่น ที่นำมือถือมาเป็นกระเป๋าตัง การใส่รหัสลับลงในเพลง และอีกเยอะแยะมากมาย ดูแล้วสามารนำมาคิดต่อยอดเป็นโปรเจ็คปี่สี่ได้ดีครับ

ตอนเย็นมีการเตรียมตัว present แผนก NOC ในวันพรุ่งนี้( 22 เมษายน) ที่พวกเรา ( ผม นิ้ง เม่ย โด่ง เขอซิน และ สมาชิกอีกห้อง คือ แหว๋ว จาก CFM ) ซ้อมใหญ่กันอีกเที่ยวโดยมี ผู้ฟังที่ดีคือ พี่ฟริ้น พี่หนึ่ง และพี่เฮง นั่งฟังและให้ คอมเมนต์ว่าควรพูดอะไรเสริมเข้าไปบ้าง พรุ่งนี้ เราก็เตรียมลุย

17 - 18 เมษายน 2551 : เตรียม เชือด !!!


ทั้ง 2 วันนี้ นั่งแก้ serivity ของ external alarm ทั้งสองวัน
และเตรียมตัว present NOC ในวันที่ 22 เมษายน ที่จะถึงนี้
แผนกเรามี 5 คน และไปยืมตัว แหว๋ว จากห้อง CFM มาช่วยกัน
พรีเซนต์ แบ่งงานเป็น ทีม ทีมละ 3 คน ดูแลเพื่อนฝ่าย operation
ที่จะมาดูงานที่ NOC ประมาณทั้งหมด 50 คน